null

0

5 เทคนิกการเลือกซื้อกกล้องติดรถยนต์

5 เทคนิกการเลือกซื้อกกล้องติดรถยนต์


2020-06-02 10:49:44

5 เทคนิกการเลือกซื้อกกล้องติดรถยนต์

กล้องติดรถยนต์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ฟิล์มกรองแสงในรถยนต์ ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายแบบ
วันนี้ผมจะมาแนะนำ 5 เทคนิคการเลือกกล้องติดรถยนต์ที่ใช่ สำหรับคุณ

1. รูปลักษณ์
อันดับแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ รูปลักษณ์ของตัวกล้อง รูปลักษณ์นั่น ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความสวยงาม และรสนิยมของเจ้าของรถ แต่ยังส่งผลถึงรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • กล้องติดรถยนต์แบบมีจอแสดงผล 
       ข้อดี: ช่วยให้สามารถมองดูภาพผ่านจอแสดงผลได้ทันที 
       ข้อเสีย: มีขนาดใหญ่
  • กล้องติดรถยนต์ที่ออกแบบมาให้ใส่ได้ตรงรุ่นเนียนตากับตัวรถ
       ข้อดี: สวยงามเนียนตา

    ข้อเสีย: มักประสบปัญหาด้านความร้อนในตัวกล้อง และคุณภาพที่ไม่ดีนัก

  • กล้องติดรถยนต์ไม่มีจอ แต่มีระบบ Wifi

    ข้อดี: ขนาดเล็ก, ดูผ่านมือถือได้ทันที Share ภาพออนไลน์ได้ทันที 

            ข้อเสีย: ไม่มีจอแสดงผลในตัวเครื่อง

ซึ่งกล้องติดรถยนต์ในแต่ละแบบ ก็จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบและลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ โดยที่ส่วนใหญ่กล้องติดรถยนต์ที่ไม่มีจอแต่มีระบบ Wifi มักจะเป็นกล้องที่ใช้งานสะดวกสบายที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงกว่ากล้องติดรถยนต์ในรูปแบบอื่น

2. ความคมชัด

หากพูดถึงความคมชัด คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่า ความคมชัดระดับ FullHD นั้นเป็นที่นิยมที่สุดในตลาดบ้านเรา
ซึ่งผู้เขียนพบว่า FullHD หรือ 1080P นั้นคือความละเอียดที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบสเป็คโดยละเอียดอีกครั้งเนื่องจาก ความคมชัดระดับ FullHD ของกล้องคนละรุ่นคนละยี่ห้อนั้น อาจจะมีความคมชัดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ชนิดของ Sensor, ขนาดรูรับแสง และปัจจัยอื่นๆ 

นอกเหนือจากความคมชัดระดับ 1080P, FullHDยังมีความคมชัดที่เหนือไปกว่านั้นดังนี้

  • 720P, HD           คมชัดทั่วไป ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย
  • 1080P, FullHD   คมชัดมาตรฐาน*
  • 1096P, FullHD   คมชัดมาตรฐาน*
  • 1440P, 2K         คมชัดกว่า FullHD 78%*
  • 1600P, 2K Plus คมชัดกว่า 2K เล็กน้อย*
  • 3K, UHD           คมชัดเกือบสูงสุด*
  • 2160P, 4K         คมชัดที่สุดของกล้องติดรถยนต์ในปัจจุบัน**


* ความคมชัดขึ้นอยู่กับ ชนิดของ Sensor, ขนาดรูรับแสง และปัจจัยอื่นๆ


3. ระบบ

กล้องติดรถยนต์โดยทั่วไป มักจะมีระบบต่างๆที่รองรับต่อการใช้งานอยู่แล้ว อาทิ G-Sensor, File-Locking เป็นต้น ซึ่งมักจะมีเหมือนๆกันหมด ผู้เขียนจึงขอข้ามไป แต่ผู้เขียนขอแนะนำระบบที่แนะนำให้มีเพิ่มเติม 3 ข้อเป็น Check list ในการเลือกซื้อ
   1. ตัวกล้องมีระบบ Parking mode หรือไม่? กล้องติดรถยนต์ในหลายๆรุ่นจะสามารถทำงานแม้ขณะดับเครื่องยนต์ได้ แต่ในหลายๆรุ่นก็ไม่สามรถทำได้ ขึ้นอยู่กับระบบภายในตัวกล้องว่ารองรับหรือไม่ รวมไปถึงวิธีการติดตั้ง ที่มีไฟเลี้ยงขณะดับเครื่องหรือไม่. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานว่าจอดรถในที่เปลี่ยวบ่อยหรือไม่ หากไม่ได้จอดในสถานที่ลับตาคน ระบบนี้ก็อาจจะไม่จำเป็นก็ได้
   2. ตัวกล้องมีระบบเปิดหรือปิดการบันทึกเสียงหรือไม่? อาจจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ลองนึกดูถ้าคุณพูดคุยงาน คุยธุระส่วนตัว หรือนั่งร้องเพลงในรถเป็นประจำ คุณก็คงไม่อยากจะให้ตัวกล้องบันทึกเสียงของคุณเก็บไว้เป็นแน่

    3. ตัวกล้องเป็นระบบแบตเตอรี่ หรือ คาปาซิเตอร์ กล้องติดรถยนต์คุณภาพส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้เป็นระบบ คาปาซิเตอร์ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ใช้แบตเตอรี่ภายในกล้อง ป้องกันปัญหาความร้อนสะสม อันเป็นเหตุทำให้แบตบวมหรือระเบิด ดังนั้นเราจึงเห็นกล้องติดรถยนต์ที่มีราคาสูงส่วนใหญ่ไม่มีแบตเตอรี่ภายในตัวแต่ใช้ระบบ คาปาซิเตอร์ แทนเพื่อความสเถียรและปลอดภัย



4. ราคา
ราคาเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ ในปัจจุบันกล้องติดรถยนต์มีระดับราคาตั้งแต่หลักร้อย จนไปถึงหลายๆหมื่นบาท ไม่แตกต่างกับ Smart Phone ที่มีให้เลือกมากมาย ซึ่งคุณภาพก็มักจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ผู้เขียนจะขอแบ่งออกเป็น 3 ระดับง่ายๆดังนี้
    1. ระดับประหยัด ราคาไม่เกิน 1,500 บาท มักจะเป็นกล้องติดรถยนต์ทั่วไป ไม่เน้นคุณภาพมากนัก
    2. ระดับเชื่อถือได้ ราคาประมาณ 2,000-6,000 บาท ซึ่งมักจะเป็นกล้องติดรถยนต์ที่มียี่ห้อคุ้นตา 

        เชื่อถือได้ ซึ่งระดับราคาประมาณนี้จะเป็นระดับที่ผู้เขียนแนะนำ
    3. ระดับไฮเอนด์ ราคาประมาณ 6,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งกล้องติดรถยนต์ระดับนี้มักจะมีระบบการบันทึกที่
        สเถียรกว่า มีงานประกอบและวัสดุที่เรียบร้อย หรูหรา และรวมไปถึงการรองรับความจุของเมมโมรี่
        การ์ดที่สูงกว่า


5. การรับประกัน และ บริการหลังการขาย

การซื้อกล้องติดรถยนต์ ก็เหมือนการซื้อความสบายใจ ผู้ซื้อทุกท่านคงไม่อยากจะได้กล้องติดรถยนต์ที่ใช้งานไม่ได้จริง ดังนั้นนอกเหนือจากการเลือกซื้อกล้องรถยนต์ที่เราไว้วางใจ ก็ควรคำนึงถึงว่าบริษัท หรือผู้ขายนั้นๆ ฃมีความรับผิดชอบ และการดูแลหลังการขายเป็นอย่างไร ระยะเวลารับประกันนานเท่าใด ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1-2 ปี